การดูแลระบบขับถ่ายในผู้สูงอายุ

กินอย่างไร ท้องไม่ผูกในผู้สูงอายุ


หากถามผู้ดูแลผู้สูงอายุ ว่าอะไรเป็นปัญหากวนใจเกี่ยวกับสุขภาพของผู้สูงอายุ รับรองได้ว่า “ท้องผูก” จะเป็นคำตอบอันดับต้นๆ ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายที่ต้องจัดการกันในแต่ละวัน รู้หรือไม่ ยิ่งอายุมากขึ้นโอกาสท้องผูกก็ยิ่งมากขึ้น และผู้หญิงมักมีปัญหานี้มากกว่าผู้ชาย ยิ่งถ้าเป็นผู้สูงอายุที่อยู่ในสถานดูแลผู้สูงอายุ พบว่ามีภาวะท้องผูกสูงถึง 80%






อย่างไรจึงเรียกว่าท้องผูก

หากมีอาการอย่างน้อยสองในสามข้อ ถือว่ามีอาการท้องผูก ต้องหาทางแก้ไข


1. ขับถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งใน 1 สัปดาห์
2. อุจจาระแข็ง หรือจับเป็นก้อน
3. ขับถ่ายยาก หรือขับถ่ายเองไม่ได้ ต้องให้ช่วยบ่อยๆ เป็นเวลากว่า 6 เดือน



วิธีแก้ไขการท้องผูกเบื้องต้น

การท้องผูก ก็เหมือนการที่มีเศษอาหารเกาะกันแน่น ค่อนข้างแห้ง ในท่อน้ำทิ้งของอ่างล้างจาน จึงอุดตัน หากไม่รุนแรงมากนักเราสามารถที่จะพยายามช่วยให้เศษอาหารเคลื่อนเหล่านี้ เคลื่อนไปได้ด้วยการทำให้เศษอาหารเหล่านี้ชุ่มน้ำ และ ช่วยให้ท่อขยับบีบตัว เศษอาหารที่อุดตัน ก็จะค่อยๆออกมา การแก้ไขการท้องผูกเบื้องต้น ทำได้โดยการปรับเรื่องน้ำ ใยอาหาร และการเคลื่อนไหวร่างกายดังนี้



1. ดื่มน้ำให้เพียงพอ :


ผู้สูงอายุมักเลี่ยงไม่ค่อยดื่มน้ำ อาจเพราะเข้าห้องน้ำเองไม่สะดวก จึงคิดเอาเองว่ากินน้ำให้น้อยลง ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ดีต่อร่างกาย การถ่ายยากหรือท้องผูก เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอ


ข้อแนะนำ :

โดยทั่วไปผู้สูงอายุควรดื่มน้ำ อย่างน้อย 6-8 แก้วต่อวัน หรือ 1.5-2 ลิตร (ยกเว้นผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลว หรือไตวายที่ต้องจำกัดน้ำ) ควรมีขวดใส่น้ำที่บอกปริมาตรไว้ประจำตัว เพื่อที่จะได้รู้ว่าในแต่ละวัน ดื่มน้ำเพียงพอหรือไม่ และควรเตรียมความสะดวกในการปัสสาวะ ไม่ให้เดินไกลเกินไป หรืออาจใส่กางเกงอนามัย เพื่อลดปัญหาการไม่ชอบเข้าห้องน้ำ





2. กิน "ใยอาหาร" ให้เพียงพอ :


ใยอาหารมีหลากหลาย แต่ใยอาหารชนิดละลายน้ำเป็นชนิดที่ช่วยให้ขับถ่ายได้ดี เพราะอุ้มน้ำทำให้อุจจาระอ่อนนุ่ม เคลื่อนตัวได้ง่าย เช่น ใยอาหารจากผลไม้เช่น ลูกพรุน แอบเปิ้ล กล้วย ส้ม ข้าวโอ๊ต ถั่ว เป็นต้น



รู้จักใยอาหารชนิดพิเศษ ที่ช่วยเรื่องการขับถ่าย


ใยอาหาร ที่มีชื่อเฉพาะว่า "พรีไบโอติกส์" (Pre-biotics) ได้แก่ ฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์(สายสั้น) และ อินนูลิน(สายยาว) เป็นใยอาหารละลายน้ำที่มีคุณสมบัติพิเศษคือ ช่วยเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้ (จุลินทรีย์สุขภาพ คือจุลินทรีย์ชนิดดีในลำไส้ ที่ช่วยกำจัดจุลินทรีย์ชนิดไม่ดีที่ก่อให้เกิดโรค) ทำให้ช่วยกระตุ้นการขับถ่ายและเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายไปพร้อมๆกัน


3. กินอาหารที่มีจุลินทรีย์สุขภาพ หรือที่เรียกว่า "โพรไบโอติกส์" :


ระบบทางเดินอาหาร (ลำไส้เล็ก-ลำไส้ใหญ่) นอกจากจะเป็นอวัยวะที่สำคัญต่อการย่อย-ดูดซึม-ขับถ่ายแล้ว ยังเป็นอวัยวะภูมิคุ้มกันขนาดใหญ่ของร่างกายอีกด้วย เพราะคนเราจะติดเชื้อโรคได้หลักๆ อยู่ไม่กี่ทาง เช่น การหายใจเอาเชื้อโรคเข้าไป และการกินอาหารแล้วมีเชื้อโรคแฝงเข้าไปด้วย และการติดเชื้อจากอาหารนี่แหละ ที่ทำให้ระบบขับถ่ายเรามีปัญหา ซึ่งการได้รับจุลินทรีย์สุขภาพ (โพรไบโอติกส์ ; Pro-biotics) จะช่วยให้สุขภาพลำไส้ดีขึ้นได้







แล้วจุลินทรีย์สุขภาพ ช่วยเรื่องขับถ่ายและระบบภูมิคุ้มกันได้อย่างไร


จุลินทรีย์สุขภาพ (โพรไบโอติกส์) จะส่งเสริมสุขภาพและการทำงานของลำไส้ใหญ่ โดยการกินใยอาหารชนิดพิเศษในข้อ 2 ที่เรียกว่า พรีไบโอติกส์ เป็นอาหาร แล้วผลิตสารให้พลังงานแก่เซลล์ลำไส้ขึ้นมา เมื่อเซลล์ลำไส้ได้พลังงานเพิ่มเติมจึงทำหน้าที่ขับถ่ายและป้องกันเชื้อโรคได้ดี กระบวนการนี้จะช่วยปรับสมดุลในลำไส้ ช่วยกำจัดจุลินทรีย์ชนิดไม่ดี ที่ก่อให้เกิดโรคให้ลดลงได้อีกด้วย



แต่พอสูงอายุจำนวนจุลินทรีย์สุขภาพจะลดลงไปอย่างมาก ทำให้ลำไส้ไม่แข็งแรง


เมื่อสูงอายุ เราควรเสริมจุลินทรีย์สุขภาพ เนื่องจากมีรายงานวิจัยพบว่า จุลินทรีย์ชนิด แล็คโทบาซิลลัส พาราคาเซอิ มีส่วนช่วยทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายแข็งแรง โดยผู้สูงอายุที่ได้รับอาหารที่มีทั้งจุลินทรีย์สุขภาพ แล็คโทบาซิลลัส พาราคาเซอิ และใยอาหารชนิดพิเศษที่เป็นอาหารของจุลินทรีย์ชนิดดนี้ มีสุขภาพที่แข็งแรงและพบการติดเชื้อน้อยกว่า ดังนั้นเพื่อให้ผู้สูงอายุมีการขับถ่ายและภูมิคุ้มกันที่ดี จึงควรเสริมด้วยอาหารที่มีทั้งจุลินทรีย์สุขภาพ (โพรไบโอติกส์ ; Pro-Biotics) และใยอาหารชนิดพิเศษ พรีไบโอติกส์ (Pre-biotics) คู่กัน



ตัวอย่างผู้ที่กินอาหารที่มีจุลินทรีย์สุขภาพ (โพรไบโอติกส์) หรือ ใยอาหารชนิดพรีไบโอติกส์